URL >> E-commerce

posted on 10 Feb 2011 16:47 by w-pandiie

งานครั้งที่ 4

posted on 03 Feb 2011 01:51 by w-pandiie
1. ระบบตะกร้าสินค้าบน Ecommerce
ระบบตะกร้า (Shopping Cart)
 ระบบการชำระเงิน (Payment System)

ตะกร้าสินค้า(Shopping Cart )

เป็นชื่อที่ใช้เรียกซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนรถเข็นสินค้าที่ลูกค้าใช้ระหว่างการเลือกสินค้าบนเว็บไซต์ คือเป็นตัวเก็บข้อมูลต่างๆของสินค้าทุกชิ้นที่ถูกเลือกไว้แล้ว เช่น รหัสสินค้า ราคา และจำนวนสินค้า ในขณะที่ลูกค้ากำลังเลือกสินค้าอื่นอยู่หรืออยู่ระหว่างรอชำระเงิน ระบบนี้จะเอื้ออำนวยให้ลูกค้าสามารถตรวจดูรายการสินค้า เพิ่มสินค้าใหม่ ย้ายสินค้าเดิมออก หรือเปลี่ยนแปลงจำนวนสินค้าตามที่ต้องการ ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบชำระเงิน

องค์ประกอบของระบบตะกร้า

ทำหน้าที่รับคำสั่งซื้อจาก Online Catalog แล้วนำมาคำนวณราคาสินค้า รวมค่าขนส่งแล้วส่งต่อไปยังระบบการชำระเงิน

องค์ประกอบหลักของระบบตะกร้า

การรับสินค้าเข้ารถเข็น

การรับชำระเงิน

ระบบตะกร้าหรือรถเข็น

ระบบแบบเติมตัวเลขจำนวนสินค้า

ระบบคลิกหยอดสินค้าลงตะกร้าที่ละชิ้น

รูปแบบของตะกร้าสินค้า

สามารถแบ่งได้ 2 รูปแบบ คือ

1. แบ่งตามลักษณะการแสดงผล

 -ตะกร้าแบบระบบเฟรม

 -ตะกร้าแบบ Pop-up

2.แบ่งตามรูปแบบของตะกร้า 

        2.1 ตะกร้าแบบค้าส่ง

          Minimum Order  และตั้งราคาแบบ F.O.B (Free on board)     F.O.B (Free on board) คือ ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว เหมือนเราไปรับเองหน้าโรงงาน หากไม่ไปรับเอง ค่าขนส่ง และค่าประกันสินค้าเสียหายขณะขนส่งผู้ซื้อจะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง

2.2 ตะกร้าแบบเพิ่มยอดขาย

           เป็นระบบตะกร้าที่จะคำนวณส่วนลดให้  โดยเมื่อปริมาณของสินค้าถึงระดับที่กำหนดจะได้รับส่วนลดทันที เช่น   เมื่อซื้อเก้าอี้ครบ 20 ตัวจะได้รับส่วนลด 10%  หรือเป็นการขายแบบผูกขาด เช่น   เมื่อซื้อโต๊ะคอมพิวเตอร์จะต้องซื้อเก้าอี้ไปด้วย

2.3 ตะกร้าเพื่อการส่งออก

2.4 ตะกร้าแบบเฉพาะตัวแทนจำหน่าย

         เป็นตะกร้าที่ใช้เฉพาะกลุ่ม  โดยผู้ใช้จะเป็นตัวแทนของบริษัทเป็นผู้เข้ามาซื้อสินค้า  ระบบตะกร้าแบบนี้จะมีระบบการยืนยันการสั่งซื้อ, การใช้ชื่อและ รหัสผ่านในการเข้ามาซื้อสินค้า เพื่อให้ทราบถึงตัวตนจริงของตัวแทนจำหน่าย  และมีการแบ่งประเภทและคุณสมบัติของตัวแทนจำหน่ายแต่ละราย

2.5 ตะกร้าแบบลับเฉพาะ

        มีลักษณะเดียวกับตะกร้าแบบส่งออก ต่างกันเพียงแต่จะปิดราคาไว้ให้เฉพาะสมาชิกหรือผู้ที่รู้จักเท่านั้นจึงจะเข้ามาได้ แต่สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักจะต้องลงทะเบียน เพื่อขอรับรหัสในการ login เพื่อเข้าไปซื้อสินค้า

2.6 ตะกร้าแบบแก้ไขรายละเอียดสินค้าได้
    เป็นตะกร้าที่สามารถปรับเปลี่ยน Spec. หรือคุณสมบัติต่างๆ ของสินค้าที่สั่งซื้อได้และสามารถคำนวณราคาของสินค้าตามคุณสมบัติที่ปรับเปลี่ยนไปได้

2.Hosting

2.1ความหมาย

Hosting  คือ การเช่าพื้นที่โฮสติ้ง เพื่อเก็บข้อมูลและเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามายังเว็บไซต์ของเราได้ อธิบายง่ายๆ ก็คือ เหมือนกับเราเช่าพื้นที่เพื่อฝากข้อมูล เนื้อหาต่างๆ ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ของเรากับผู้ให้บริการเช่าพื้นที่โฮสติ้งนั่นเอง ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็จะเหมือนกับการที่เราเช่าโกดังเพื่อเก็บสินค้าของเรานั่นเอง

เมื่อเรารู้จักกับเว็บโฮสติ้งกันแล้วว่าคืออะไร แล้วเพื่อนๆ เคยสงสัยกันบ้างไหมคะว่าแล้วโฮสติ้งที่เราเข้าใจและใช้งานกันอยู่ทุกวันเนี่ย มีความเป็นมาอย่างไร แล้วเริ่มต้นมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้ที่คิดค้นหรือค้นพบกันนะ วันนี้เพื่อนๆ จะหายข้องใจแล้วค่ะ เพราะวันนี้เราจะนำเรื่องราวของที่มาที่ไปของเว็บโฮสติ้งมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกันค่ะ

สำหรับความเป็นมาของเว็บโฮสติ้งนั้นถือกำเนิดมาพร้อมๆ กับการใช้งานอินเทอร์เน็ท ส่วนในประเทศไทยกลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ นั้นจะอยู่ในกลุ่มของมหาวิทยาลัย และองค์กรที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ รวมไปถึงหน่วยงานราชการเป็นส่วนใหญ่ โดยเชื่อมต่อผ่านทางการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ (CAT) ต่อมาเมื่อความนิยมการใช้อินเทอร์เน็ตมีเพิ่มมากขึ้น การให้บริการเว็บโฮสติ้งในรูปแบบเชิงพาณิชย์จึงเริ่มต้นขึ้น โดยมีผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง ISP ที่กระจายการให้บริการไปยังกลุ่มภาคธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก

และในปัจจุบันด้วยความนิยมในการใช้อินเทอร์เน็ตมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนของหนึ่งของชีวิตประจำวันกันไปแล้ว ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งก็จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทนั่นก็คือ

1. โฮสติ้งแบบให้บริการฟรี 
สำหรับผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งฟรีนั้น เราสามารถค้นหารายชื่อผู้ให้บริการได้ตามเสิร์ชเอนจิ้นทั่วไปได้ค่ะ ซึ่งก็มีผู้ให้บริการอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าผู้ให้บริการแต่ละเจ้านั้นจะให้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลเป็นจำนวนเท่าไหร่ มากหรือน้อย ส่วนวิธีการเลือกผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งนั้น คุณสามารถติดตามอ่านได้ที่บทความ “มือใหม่หัดเลือกโฮสติ้ง”

2. โฮสติ้งแบบเสียค่าบริการ 
ในปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการหลายหลายเจ้า ให้เลือกได้ตามความต้องการ ความเหมาะสมของผู้ใช้งาน นอกจากจะมีผู้ให้บริการมากมายหลายเจ้าให้เราเลือกใช้บริการแล้ว รูปแบบของใช้บริการเว็บโฮสติ้งก็ยังสามารถแยกออกมาได้ดังนี้อีกด้วยค่ะ

         2.1 Dedicated Server การเช่าแบบนี้เป็นการเช่าแบบเหมาทั้งตัวเครื่อง เช่นหากเปรียบเทียบให้เซอร์ฟเวอร์เป็นเครื่องหนึ่งเครื่องก็เท่ากับเราเช่าหมด ยกทั้งเครื่องนั่นเอง สำหรับการเช่าในรูปแบบนี้จะเหมาะกับเว็บไซต์ขององค์กรที่มีขนาดใหญ่

        2.2 Colocation เป็นการเช่าแบบพื้นที่ โดยการนำตัวเครื่องเซอร์ฟเวอร์ของเราทั้งเครื่องไปเช่าพื้นที่ในการติดตั้งอีกทีนึง หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คล้ายกับการที่เราเช่าผืนที่ดินแล้วไปปลูกบนที่ดินที่เราเช่านั่นเอง สำหรับการเช่าในรูปแบบนี้จะเหมาะกับเว็บไซต์ขององค์การที่มีขนาดใหญ่มากๆ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมากทีเดียว

        2.3 Shared Hosting เป็นการเช่าในลักษณะที่เรียกว่าเช่าพื้นที่เพียงบางส่วน คล้ายๆ กับการที่เราเช่าห้องพักในคอนโดหรือหอพักนั่นเองค่ะ ซึ่งการเช่าโฮสติ้งในแบบนี้จะเหมาะกับบุคคลทั่วไป เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าทั้ง 2 รูปแบบข้างบน นอกจากนี้การเช่าในลักษณะนี้ยังมีให้เลือกอีกถึง 3 ชนิด ทังนี้ทางทีมงานได้ทำการอธิบายและเปรียบเทียบการทำงานของทั้ง 3 ชนิดขึ้นมาเพื่อเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น

2.2 ขั้นตอนการสมัคร (แบบใช้ฟรี)

ขั้นตอนแรกให้เข้าไปที่หน้าแรกของเว็บ โดยคลิ๊กลิงค์นี้ สมัคร ใช้บริการแล้วก็จะเจอกับหน้าแรก ของเว็บ


คลิ๊กปุ่ม Sign Up! หรือปุ่ม สมัคร ใช้บริการ สีฟ้า ๆ มุมล่างขวา และก็จะเจอหน้าจอแบบนี้ free ฟรี สมัคร


จะเห็นว่าภายในหน้านี้จะมีให้กรอกข้อมูลส่วนตัวลงไป

Username : your_user_name //ให้กรอก user name ที่ต้องการเข้าไป
Password: xxxxxx //ให้กรอกพาสเวิร์ดที่ต้องการ
Email Address: yourmail@domain.com //กรอกเมล์ที่ใช้งานอยู่ประจำ
Site Category: เลือกประเภทของเว็บไซต์
[Personal/ส่วนตัว]
[Business/ธุรกิจ]
[Hobby/งานอดิเรก]
[Forum/เว็บบอร์ด]
[Adult/เว็บสำหรับผู้ใหญ่]
[Dating/เว็บสำหรับหาคู่]
[Software/Download/เว็บเกี่ยวกับซอฟต์แวร์และดาวน์โหลด]
Site Language: ภาษาของเว็บไซต์
[English/ภาษาอังกฤษ]
[Non-English/ภาษาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อังกฤษ]
Security Code: ตรงส่วนนี้จะแสดงรหัสป้องกัน spam หรือโปรแกรมสมัครอัตโนมัติ
Enter Security Code: กรอกตัวเลขที่เห็นใน Security Code เข้าไป free ฟรี สมัคร

กดปุ่มลงทะเบียนได้เลย หากกรอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว เว็บจะกระโดดไปหน้าถัดไปบอกว่าให้กลับไปดูที่ email เพื่อยืนยัน email ว่ามี email อยู่จริง



เมื่อกดลิงค์ที่ใช้สำหรับ confirm แล้ว ก็จะพบกับหน้าดังต่อไปนี้ โดยหน้านี้จะบอกรายละเอียดของ Host ที่เราสามารถใช้งานได้ทั้งหมด เนื้อที่เค้าให้ 350MB นะครับ ไม่ใช่ 250 MB อย่างที่โฆษณาไว้ ให้เซฟหน้านี้เก็บไว้ดูในภายหลังนะครับ ดูง่ายดี free ฟรี สมัคร

เมื่อดูจนพอใจแล้ว ก็คลิ๊กที่ปุ่ม Enter Control Panel เพื่อเข้าสู่แผงควบคุมหรือ Panel เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการสมัครแล้ว ง่ายนิดเดียวเองใช่มั้ยครับ

ลองย้อนกลับไปดูที่ email อีกครั้ง จะพบกับ email บอกรายละเอียดครั้งสุดท้าย จาก 000webhost จะมีรายละเอียด เหมือนกันกับหลังจาก ที่เรากด confirm email ครับ จัดเก็บ email นี้ไว้ใน folder ที่สำัคัญอีกก็ได้ครับ Back Up ไว้ เผื่อลืม free ฟรี สมัคร 

3.เทคนิคการโปรโมทเว็บไซต์ให้ติดอันดับ Search Engine

1. Study ทำการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ คีเวิร์ดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เว็บหรือบล็อกของเรา รวมไปถึงคีเวิร์ดที่ไกล้เคียงกันให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับอะไร คำค้นหาหลักอะไร หรือ สินค้าอะไร ได้ยิ่งดีเอาแบบตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพราะถ้าหากว่าทำแบบกว้าง ๆ อาจไม่ได้ผลในทางที่เป็นการค้าหรือธุรกิจควรให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

2. Website Optimization ทำการปรับปรุงเนื้อหา และ การปรับแต่งเว็บเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการ SEO ตามแบบฉบับที่เหมาะสม หลักการก็คือพยายามใช้ HTML แบบโบราณให้ได้มากที่สุด เพราะนั่นจะทำให้ Search Engine ชอบมาก ๆ ครับ ถ้าหากไม่ทราบแนวทางในการปรับแต่งสามารถศึกษาข้อมูลการปรับแต่งแบบโบราณได้จาก W3C 

3. Website Submission คือการส่งบัติเชิญเหล่า Search Engine ต่าง ๆ ให้มาเก็บข้อมูลที่เราได้ทำการปรับปรุงใหม่นั้น ๆ เพื่อให้ได้รับการ Index ข้อมูลใหม่ ๆ เข้าไปและเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูลให้กับ Search Engine ด้วยครับ

4. Evaluation ทำการติดตามผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูความเคลื่อนไหวในการติดอันดับในระดับต่าง ๆ และ คีเวิร์ดต่าง ๆ ด้วย


5. Fine Tuning ปรับปรุงเนื้อหาของเว็บไซต์ หรือ บล็อกของเราตลอดเวลาครับ หรือ ทุกวันได้จะดีมากครับเพราะจะทำให้ Robot ของ Search Engine เข้ามาทำการเก็บข้อมูลบล็อก หรือเว็บของเราเป็นประจำ ข้อสำคัญต้องสอดคล้องกับ Keyword ของเราด้วย



 

งานครั้งที่ 3

posted on 02 Dec 2010 16:08 by w-pandiie
1.อธิบายกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ในการที่ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าหนึ่งนั้น จะต้องมีกระบวนการตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงทัศนคติหลังจากที่ได้ใช้สินค้าแล้ว ซึ่งสามารถพิจารณาเป็นขั้นตอนได้ดังนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. การมองเห็นปัญหา (Perceived problems)
2. การแสวงหาภายใน (Internal search)
    2.1 การตัดสินใจซื้อ (Decision)
    2.2 หยุดการตัดสินใจ (Abortion)
3. การแสวงหาภายนอก (External search)
    3.1 การหาข้อมูลจากการโฆษณา
    3.2 การไป ณ จุดขาย
    3.3 การโทรศัพท์
    3.4 การขอพบพนักงานขาย
    3.5 การไต่ถามจากผู้เคยใช้สินค้า
    3.6 การหาข้อมูลโดยวิธีอื่น ๆ
4. การประเมินทางเลือก (Evaluation)
    การจับคู่ระหว่างมาตรการในการเลือกซื้อ (Criteria) กับจุดเด่นของสินค้า (Feature)
5. การตัดสินใจซื้อ (Decision making)
     5.1 การสร้างความแตกต่าง (Differentiation)
     5.2 ลดอัตราการเสี่ยงในความรู้สึกของผู้บริโภค (Reduced perceived risk)
     5.3 การสร้างสิ่งล่อใจ (Incentives)
6. ทัศนคติหลังซื้อ (Post – attitudes)
 
2.ยกตัวอย่างผู้บริโภคออนไลน์มา 5 ประเภท
- ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย
- ผู้ที่ต้องการสินค้าราคาถูก
- มีทางเลือกเยอะในการตัดสินใจที่จะซื้อ
- ผู้ที่มีเวลาว่างไม่มากนัก
- ผู้ที่มีเวลาอยู่แต่กับอินเตอร์เน็ต
 
3.การเข้าสู่ตลาด E-commerce ขององค์กรทำได้อย่างไร
 
การเข้าสู่ตลาด E-Commerce ที่แท้จริง จะต้องพิจารณาสิ่งใดบ้าง
   
     1. เลือกมืออาชีพ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด การใช้มืออาชีพเฉพาะด้านก่อให้เกิดศักยภาพ และลดต้นทุนได้มากกว่าการจัดตั้งแผนกขึ้นในองค์กร เพียงแต่ต้องเลือก “มืออาชีพ” ที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง มีประสบการณ์เฉพาะด้านพร้อมสมบูรณ์ ไม่ใช่นำองค์กรของคุณมาเป็นหนูทดลองรายแรก หลักสำคัญในการเลือกมืออาชีพดูได้จากผลงานที่ผ่านมา ยิ่งมีประสบการณ์มาก โอกาสผิดพลาดย่อมน้อยลง
   
     2. เลือกองค์ประกอบของ Website เป็นขั้นตอนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกมืออาชีพเลย องค์ประกอบหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่ แนวความคิดในการเข้าสู่ตลาด (Creative Idea) กลยุทธ์ในการทำธุรกิจบน Internet (E-Business Strategy) หลักและทิศทางในการออกแบบ (Art Direction) ความเข้าใจในเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware Knowledge) พื้นที่ที่ใช้จัดเก็บ Website (Web-Hosting) ความเข้าใจในเรื่องโดเมนเนม (Domain Name Knowledge) หรือชื่อ Website รวมถึงบุคลากรที่จะรองรับ E-Commerce ของคุณ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดคุณต้องการ 1 คนที่เป็นพนักงานของคุณแน่ ๆ แต่ถ้าต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายคงจะต้องเป็น “ตัวคุณ” เอง
   
     3. กำหนดงบประมาณ คุณต้องกำหนดค่าใช้จ่ายในการจัดทำ Website และค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดเพื่อ Website อีกหนึ่งส่วน โดยทั่วไปการจัดทำ Website ประเภท E-Commerce มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำประมาณ 200,000 บาทขึ้นไป จนถึงระดับ 30 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและประเภทธุรกิจ ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการทำการตลาดเพื่อ Website นั้น แปรผันตามการลงทุนของคุณ ยิ่งคุณลงทุนในส่วนนี้มาก โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีมาก

4.เพราะเหตุใดราคาสินค้าใน E-commerce ต่ำกว่าราคาตามท้องตลาดทั่วไป
- ต้นทุนในการลงทุนขายสินค้าต่ำ
- ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ร้าน
- ลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณา
- ลดปัญหาพ่อค้าคนกลาง 
 
5.วัตถุประสงค์ของการวิจัยตลาดในธุรกิจ E-commerce คืออะไร
การวิจัยตลาดทางอิเล็กทรอนิกส์หรือมาร์เก็ตอีรีเซิร์ช (Market E-research)  คือการใช้อินเตอร์เนตในการวิจัยตลาดแบบเดียวกับที่สำนักวิจัยเอแบค-เคเอสซีอินเตอร์เนตทำอยู่ จากการใช้อินเตอร์เนตนี้ บริษัทห้างร้านสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าปัจจุบัน และผู้ที่อาจจะเป็นลูกค้าในอนาคต ทั้งจากการลงทะเบียนเข้าใช้เว็บ จากแบบสอบถามและจากการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า การวิจัยตลาด อินเตอร์เนตก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอีคอมเมิร์ซ
        1. สินค้าหรือบริการที่นำเสนอ
        2. กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
        3. รูปแบบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  เช่น  แบบ B2C C2C หรือ B2B หรือผสม 
        4. พันธมิตรของเว็บไซต์ (นศ.สามารถสังเกตจาก logo ของบริษัทอื่นที่อยู่หน้าเว็บไซต์)
        5. รูปแบบการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น Web board, FAQ, Chat Room, E-mail
        6. สถิติผู้เข้าชม (ดูจาก Visitor หรือ www.truehit.net)
        7. ลักษณะการออกแบบเว็บไซต์
-หน้า Home ของเว็บไซต์
-ลักษณะของเมนู เช่น ความชัดเจนของภาพ คำอธิบาย ภาษาที่ใช้ 
        8.  กลยุทธ์การตลาด 6P (price, product, promotion, place, personalization, privacy)   (เช่น ราคา  , ลด แลก แจก แถม )
        9. ความถี่ในการ update สินค้า
 
6.บอกข้อแตกต่าง Cookies, Spyware และ Web Bugs
Cookie - แต่เป็นText ไฟล์เล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจาก web server และบันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการเข้าถึงเว็บไซต์ หรือข้อมูลส่วนตัวของเราที่ได้มีการลงทะเบียนกับเว็บไซต์นั้นๆ โดยปกติเราจำเป็นต้องอนุญาตให้มีการติดตั้ง cookie ก่อนเสมอ (ถ้าไม่อนุญาตก็ไม่สามารถติดตั้งได้ และ web server บางเก็บที่ต้องการเก็บข้อมูล cookie ก็จะแสดงหน้าต่างให้ทราบว่า เราจำเป็นต้องอนุญาติให้บันทึกไฟล์ cookie ด้วย)

Spyware คืออะไร สปายแวร์ ก็คือ โปรแกรมเล็ก ๆ ที่ถูกเขียนขึ้นมาสอดส่อง (สปาย) การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ อาจจะเพื่อโฆษณาสินค้าต่าง ๆ สปายแวร์บางตัวก็สร้างความรำคาญเพราะจะเปิดหน้าต่างโฆษณาบ่อย ๆ แต่บางตัวร้ายกว่านั้น คือ ทำให้คุณใช้อินเตอร์เน็ทไม่ได้เลย ไม่ว่าจะไปเวบไหน ก็จะโชว์หน้าต่างโฆษณา หรืออาจจะเป็นเวบประเภทลามกอนาจารพร้อมกับป๊อปอัพหน้าต่างเป็นสิบๆหน้าต่าง

 
Web bugs แมลงเว็บไซต์  คือ  วิธีการต่างๆสำหรับนักสแปมเมอร์เพื่อทำงานกับอีเมลแอดเดรสให้สำเร็จ กราฟฟิกเล็กๆจะถูกแทรกในอีเมลสแปม แล้วแจ้งให้นักสแปมเมอร์ทราบเมื่อข้อความถูกอ่านหรือถูกเปิดชม นี่คือเหตุผลที่เราแนะนำให้คุณปิดคำสั่งแสดงหน้าอีเมลในแฟ้มเก็บสแปมของคุณ วิธีนี้คุณจะได้ไม่เปิดอีเมลของคุณหรือตรวจสอบอีเมลโดยบังเอิญ แมลงเว็บไซต์เป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า Bacon URL.
 
7.ให้ระบุชื่อผลิตภัณฑ์หรือสินค้า หรือบริการ โดยจำแนกตามกลุ่มของตลาด
 
Mass Marketing
1.  โอโม
2.  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า 
3.  แชมพูสระผม แพนทีน 
 
Direct Marketing
1. Unisity
2. Coke zero
3. Giffarine 
 
Niche Marketing
1. สุรา
2. ชุดชั้นใน
3. ผ้าอนามัย
 
One to One Marketing
1.รองเท้าที่เรา ไปดีไซน์ออกแบบเอง
2.แหวนแต่งงาน
3.
รถยนต์ที่ออกแบบเอง มีคันเดียวในโลก
 
 
8.จากประสบการณ์การใช้อินเตอร์เน็ตของ นศ. ให้ยกตัวอย่างเว็บไซต์ที่ชื่นชอบหรือเข้าไปใช้บริการอยู่เสมอ และอธิบายเหตุผลที่เลือกใช้บริการจากเว็ปดังกล่าว
            เว็บไซต์ที่ชื่นชอบหรือเข้าไปใช้บริการอยู่เสมอคือ www.you2play.com เพราะว่า เป็นเว็บไซต์ที่ให้ความบันเทิง  ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเพลง  มีทั้งเพลงใหม่  เพลงเก่า  ทั่วโลก  ให้เลือกฟังมากมาย  และยังมี  มิวสิควีดีโอ  ข่าวสารกิจกรรมของศิลปินนักร้องต่างๆ  แฟชั่นการแต่งตัวของวัยรุ่น  มีการอัพเดรตทุกวัน  จึงเป็นที่นิยมสำหรับคนทั่วไป
 
9.ให้ นศ. เข้าเว๊บ www.Nike.com และ www.jaguar.com , www.cafepress.com ให้ทดลองปรับสินค้าแล้วให้แสดงความคิดเห็น
       ในเว็บไซต์มีการให้บริการที่แปลกใหม่  ทันสมัย  และเป็นความคิดที่ดีสำหรับลูกค้าที่ต้องการจะดีไซด์ออกแบบผลิตภัณฑ์เอง  และเห็นภาพที่ออกแบบได้เลย  เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของลูกค้า  แต่บางที  สินค้าที่เราออกแบบไป  อาจจะได้ไม่เหมือนหรือไม่ตรงตามที่เราออกแบบไป  เพราะสีในเว็บกับของจริงอาจจะไม่เหมือนกัน

edit @ 2 Dec 2010 23:53:12 by Wimonwan Kaewwandee 5206105382

edit @ 2 Dec 2010 23:59:39 by Wimonwan Kaewwandee 5206105382